Self Transformation from Growth Mindset

การปรับเปลี่ยนตัวเองกับแนวคิด Growth Mindset มองวิกฤตให้เป็นโอกาส

ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นยุควิกฤตซ้ำซ้อนที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด เปรียบเสมือนการหลงทางอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ที่มองออกไปไร้วี่แววของผืนดิน สถานการณ์โควิดที่เราเคยคาดหวังว่าจะควบคุมมันได้หากค้นพบวัคซีนที่ดี จนวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีที่การแพร่ระบาดจะยุติลง

ส่งผลให้ผู้คนต้องเผชิญกับวิกฤตในการทำงานและวิกฤตส่วนบุคคล (Professional & Personal Crisis) อย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการไม่น้อยที่ต้องหยุดกิจการ พนักงานถูกปลดออกจากงาน หลายคนเผชิญกับการสูญเสียจนเกิดความกดดันทางจิตใจ ทำให้อยากจะยอมแพ้เสียตรงนี้ ในขณะที่อุปสรรคทำให้ผู้คนมองว่าการใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ กลับมีกลุ่มคนที่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนชะตาชีวิตตัวเองได้สำเร็จ 

หากสงสัยว่าการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทำได้อย่างไร? ลองมาดูตัวอย่างของกลุ่มคนที่เสาะหาแสงสว่าง ท่ามกลางวิกฤตจนประสบความสำเร็จ

ในสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลกอย่าง Microsoft เคยเผชิญภาวะวิกฤตผลประกอบการตกต่ำ พนักงานต่างพากันลาออก ผู้คนขาดความเชื่อมั่น จนหลายคนถึงกับพูดว่า “Microsoft คือบริษัทที่ใกล้ตายแล้ว”

Satya Nadella CEO คนที่สามของ Microsoft เป็นบุคคลที่สามารถพลิกสถานการณ์ ทำให้พื้นดินที่แห้งแล้งของ Microsoft กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ด้วยการนำพา Microsoft สู่องค์กรที่มีมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐได้สำเร็จ จากการยกเครื่องวัฒนธรรมองค์กรโดยมี Growth Mindset เป็นเครื่องยนต์หลัก “หัวใจความสำเร็จของ Satya Nadella คือ Mindset เขาไม่คิดว่าอุปสรรคคือสัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็นโอกาสในการมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น”

Satya Nadella (Chairman and CEO at Microsoft)

ไปอีกฝั่งของซีกโลกอย่างจีนกันบ้าง บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Xiaomi เองก็เคยเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ เพราะบริษัทมียอดขายไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ และที่แย่กว่านั้นคือ ลูกค้าเริ่มให้ความสนใจกับสินค้าของคู่แข่งอย่าง Huawei มากกว่า

ถึงกระนั้น Lei Jun ผู้บริหาร Xiaomi ก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนานวัตกรรม จนทำให้ Xiaomi โดดเด่นกว่าคู่แข่ง Lei Jun ใช้เวลาเพียงแค่ 10 เดือน ก็สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย

แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤตแต่เขาสามารถยืนหยัดและแก้เกมได้อย่างยอดเยี่ยม เขากล่าวว่า “สิ่งเดียวที่จะยึดถือได้คือหัวใจที่ไม่รู้จักย่อท้อ”  Lei Jun ใช้ดาบที่คมกริบจัดการกับทุกอุปสรรคที่เข้ามาในทุกรูปแบบ ซึ่งดาบที่เขาใช้ฝ่าฟันทุกวิกฤตนั้น มีชื่อว่า

Lei Jun (CEO and founder of Xiaomi)

Growth Mindset

จะเห็นได้ว่าทั้งสองคน มี Common Characteristic หรือลักษณะที่ตรงกันอยู่สิ่งหนึ่ง ซึ่งสิ่งนั้นไม่ใช่ความร่ำรวย หรือความมีชื่อเสียง แต่คือการก้าวผ่านความยากลำบาก และมองว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหาในการเรียนรู้หรือทำสิ่งต่าง ๆ แต่เป็นโอกาสที่ทำให้เชื่อว่าความสามารถของตัวเองสามารถพัฒนามากขึ้นได้อีก หรือ Growth Mindset นั่นเอง

Growth Mindset คือ แนวคิดที่ประกอบด้วยความเชื่อว่า เราสามารถเก่งขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้ ยิ่งเรียนรู้มาก พยายามมากเท่าไหร่ ยิ่งนำไปสู่การพัฒนามากขึ้น คนที่มี Growth Mindset จึงมีความสุขกับการเรียนรู้จากปัญหา มองความล้มเหลวเป็นเรื่องท้าทาย ยืนหยัดแม้เผชิญกับความพ่ายแพ้ อยากเติบโตและเรียนรู้ในทุก ๆ วัน นำไปสู่โอกาสประสบความสำเร็จที่มากกว่า เช่น Satya Nadella ที่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงองค์กร ในวันที่ Microsoft ไม่มีสินค้าขายดีสักชิ้น เหมือนกับ Lei Jun ที่ยังคงมุ่งหน้าค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ แม้ลูกค้าจะหันไปสนใจกับสินค้าของคู่แข่งมากกว่า

ในขณะที่คนที่มี Fixed Mindset หรือแนวคิดแบบตายตัว จะเชื่อว่าตัวเองไม่สามารถพัฒนาให้เก่งขึ้นได้อีกหรือพยายามไปก็ไม่ได้ดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว เปรียบเสมือนน้ำเต็มแก้วที่ไม่สามารถเทเติมอะไรลงไปได้อีก จึงเป็นความคิดที่ทำให้เราไม่กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะมองว่าแบบเดิมมันดีอยู่แล้ว เมื่อคนเหล่านี้เจอปัญหามักจะโทษตัวเอง หรือโทษผู้อื่น โดยไม่มองหาวิธีแก้ไข

เราทุกคนก็สามารถเป็นผู้ถือกุญแจสำคัญอย่าง Growth Mindset ได้โดยการนำมาปรับใช้กับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง (Self-Transformation) เพื่อเปิดประตูไปสู่โลกแห่งการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในยุคแห่งวิกฤตซ้ำซ้อนไม่สิ้นสุดแบบนี้ หลายคนอาจต้องถูกกดดันให้เผชิญกับการปรับตัวอย่างรวดเร็ว และต้องรับมือปัญหาที่คาดการณ์ไม่ได้ หรือไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน ถ้าใช้ Fixed Mindset ในการมองปัญหา เราจะเหมือนนักกีฬาที่ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม เราจะมัวแต่โทษตัวเองและผู้อื่น  ทำให้ปัญหามากขึ้นและสะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นหลุมพรางที่ทำให้เราย่ำอยู่กับที่   

แต่ถ้าเราใช้ Growth Mindset ในการมองปัญหา เราจะเห็นว่า การที่เรายังไม่ประสบความสำเร็จไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่จะผลักดันให้เราได้เรียนรู้จากอุปสรรคในชีวิต ทั้ง Professional & Personal Crisis ดังนั้น ไม่ว่าปัญหาจะเข้ามาถาโถมเหมือนคลื่นทะเลที่ซัดกระหน่ำ Growth Mindset จะเป็นเหมือนเรือลำใหญ่ที่มั่นคงพาคุณฝ่าคลื่นไปถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย

สุดท้ายแล้วถึงแม้เราจะไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นอย่างที่หวัง ไม่สามารถใช้ไทม์แมชชีนย้อนเวลาแบบโดราเอม่อน และไม่สามารถทำนายอนาคตได้แบบ Dr. Strange แต่สิ่งที่อยู่ในการควบคุมของเราเสมอ คือ Mindset หรือ ความคิดของเราเอง เหมือนโนบิตะที่สามารถ Self-Transformation ตัวเองจากคนไม่เอาไหนในตอนเด็ก เติบโตขึ้นจนกลายเป็นคนที่มีความสามารถ เหมือน Batman ที่ใช้โศกนาฏกรรมในครอบครัว ทำให้ตัวเองกลายเป็น Superhero ทั้งที่ไม่มีพลังวิเศษมาตั้งแต่เกิด ถึงแม้เราจะยังตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่วิกฤตบนโลกใบจะสิ้นสุดลงสักที แต่สิ่งที่เราทำได้เสมอคือ การไม่ยอมแพ้และเรียนรู้เพื่อพัฒนาต่อไป ดั่งคำกล่าวที่ใช้ได้จริงในทุกยุคของ John C. Maxwell ที่ว่า

“Change is inevitable. Growth is optional.”